Breaking News

ใบความรู้เรื่อง บุคลิกภาพ

ใบความรู้เรื่อง  บุคลิกภาพ

                        บุคลิกภาพเป็นลักษณะจำเพาะของแต่ละบุคคลที่แสดงออก  เป็นพฤติกรรมของบุคคลนั้น  ต่อสิ่งแวดล้อมที่ตนกำลังเผชิญอยู่  บุคลิกภาพมีความสำคัญ  มีผลอย่างยิ่งต่อความสำเร็จ  หรือความล้มเหลวของบุคคล  ทั้งส่วนตน  ครอบครัว  การงาน  การเข้าสังคม  มีอิทธิพลต่อความรู้สึกและอารมณ์ของผู้พบเห็น  ซึ่งส่งผลต่อการยอมรับนับถือ  การให้ความร่วมมือ  การสนับสนุน  ความไว้วางใจจากผู้อื่น   บุคลิกภาพสามารถปรับเปลี่ยน  แก้ไข  ปรับปรุง  และพัฒนาได้  โดยขจัดบุคลิกภาพที่ไม่พึงประสงค์   อันเป็นความสำเร็จสูงสุดในชีวิตของบุคคลได้

ความสำคัญของบุคลิกภาพ

 

บุคลิกภาพเป็นส่วนสำคัญของมมนุษย์ในการที่จะช่วยส่งเสริมหรือขัดขวางความสำเร็จในด้านต่าง ๆ  ไม่ว่าจะเป็นด้านการเรียน  การทำงาน  การเข้าสังคม  ดังนั้นบุคลิกภาพ  จึงปัจจัยที่สำคัญปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลและเกี่ยวข้องกับการประสบความสำเร็จ  สถาบันราชภัฏเทพสตรี (2543)  ได้กล่าวถึงบุคลิกภาพของ  “คนเก่ง”  ว่าจะต้องประกอบด้วย  3  ประการ  ได้แก่

1.  เก่งตน   หมายถึง  เป็นผู้ที่ชอบศึกษาหาความรู้อยู่ตลอดเวลาเพื่อให้ทันโลก  ทันคน  โดยเริ่มจากพัฒนาตนเองก่อน ประกอบด้วย

-  ทางกาย : รูปร่าง  พัฒนาให้ดีขึ้นโดยใช้การแต่งกายช่วยลดหรือเสริมจุดเด่น  จุดด้อย  หน้าตาสดชื่นแจ่มใสสะอาด เข้มแข็งแต่ไม่กระด้าง อ่อนโยนแต่ไม่อ่อนแอ

-  ทางวาจา : การพูดดีมีองค์ประกอบ 4 ประการ  คือ  พูดแต่ดี  มีประโยชน์  ผู้ฟังชอบ  และทุกคนปลอดภัย  คิดก่อนพูด

-  ทางใจ : มีความมั่นใจในตนเอง  กระตือรือร้น  มีความอดทน  มีความพยายาม  มีเหตุผล  การมีสมรรถภาพในการจำ  และมีความคิดสร้างสรรค์

2.  เก่งคน   หมายถึง   มีความสามารถในการปรับตัวเข้ากับผู้อื่น  มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี

3.  เก่งงาน   หมายถึง   ผู้ที่รักงาน  ขยันทำงาน  และรู้วิธีทำงาน

 

บุคลิกภาพของ  “ผู้นำในอนาคต”  ที่ต้องการประสบความสำเร็จว่า  ต้องมีคุณลักษณะที่สำคัญ  ประกอบด้วย

  1. ยืนหยัด   คือ   การที่ไม่ยอมเสียจุดยืน  เสียความมั่นใจของตนเอง  มีเหตุผลและการใช้วิจารณญาณของตนเอง
  2. ยืดหยุ่น  คือ  การรู้จักผ่อนปรนตามสถานการณ์เพื่อให้การปฏิบัติการบรรลุตามเป้าหมาย
  3. ยินยอม  คือ  การรู้จักอ่อนน้อมถ่อมตน  ประนีประนอม
  4. ยิ้มแย้ม  คือ  สามารถยิ้มรับสถนการณ์ได้ทุกรูปแบบ  แสดงอารมณ์อย่างเหมาะสม
  5. ยกย่อง คือ  การรู้จักยกย่องผู้อื่นด้วยความจริงใจ

 

บุคลิกภาพของบุคคล    ประกอบด้วยสิ่งต่าง ๆ  ดังนี้

  1. ด้านกายภาพ  หมายถึง  รูปร่างหน้าตา  ทรวดทรง  ท่าทาง  การแต่งกาย  การเดิน  เป็นต้น  บุคลิกภาพด้านกายภาพนี้เป็นสิ่งที่ผู้อื่นมองเห็นได้
  2. ด้านวาจา  หมายถึง  การใช้ถ้อยคำ  น้ำเสียง  ซึ่งผู้อื่นจะรับรู้ได้โดยการฟัง  ลักษณะต่าง ๆ  สะท้อน บุคลิกภาพด้านนี้  เช่น  การพูดไม่เข้าหูคน  การพูดจากระโชกโฮกฮาก            การพูดจาน่าฟัง  เป็นต้น  บุคลิกภาพทางวาจาที่ดีย่อมหมายถึง  การพูดจาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล  น่าฟังเป็นมิตร  และได้สาระ
  3. ด้านสติปัญญา  หมายถึง  ความสามารถทางการคิดด้านปัญหา  ไหวพริบ  ความสามารถที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม  คิดเป็น  รู้จักคิด  คิดแก้ปัญหาเฉพาะหน้า       ได้ดี  แสดงออกหรือสนองตอบผู้อื่นได้อย่าง “ทันกัน”  และ “ทันกาล”
  4. ด้านอารมณ์  หมายถึง  การมีอารมณ์ดี  คงเส้นคงวา  ไม่วู่วามเอาแต่อารมณ์   ฉุนเฉียว  โกรธง่าย  หรือบางคนมีอารมณ์ร่าเริงมากกว่าอารมณ์อื่น หรือบางคน  เครียด   เศร้า  ขุ่นมัว  หม่นหมองอยู่เสมอ
  5. ด้านความสนใจและเจตคติ  แต่ละคนย่อมแตกต่างกันไป  บางคนไม่สนใจการเมือง   ซึ่งบางคนมีความสนใจหลากหลายไม่สนใจเพียงเรื่องใดเรื่องหนึ่งแต่เพียงอย่างเดียว
  6. ด้านการปรับปรุง  มีผลต่อลักษณะของบุคลิกภาพ ถ้าใช้แบบที่ดีมีพฤติกรรม          ที่เหมาะสม  สังคมยอมรับ  จะอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข  ตรงกันข้ามถ้าปรับตัวไม่ดีวางตัว          ในสังคมไม่เหมาะสม  ย่อมมีผลเสียต่อบุคลิกด้านอื่น ๆ ไปด้วย

 

 

ประเภทของบุคลิกภาพ

นักจิตวิทยาหลายท่านได้ทำการศึกษาแบบแผนทางบุคลิกภาพ  โดยปรากฏเป็นพฤติกรรมของมนุษย์ในลักษณะต่างกัน  ดังนี้

คาร์ล   กุลสตาฟ  จุง  (Carl  Gustary  Jung)  จำแนกบุคลิกภาพเป็น  2  ประเภท  คือ

  1. บุคลิกภาพแบบอินโทรเวิท   (Introvert)  มีแนวโน้มที่จะเก็บตัว  เก็บความทุกข์ไว้กับตนเอง  ไม่มีความมั่นใจในตัวเอง  ที่จะต่อสู้กับเหตุการณ์ภายนอก  ชอบคิด  ชอบทำอะไรเงียบ ๆ  อยู่คนเดียว  และชอบครุ่นคิดคนเดียว   บุคคลที่มีลักษณะอินโทรเวิทมาก  โอกาสที่จะมีความผิดปกติทางจิตทางอารมณ์และทางบุคลิกภาพ  จะเกิดขึ้นได้มาก
  2. บุคลิกภาพแบบเอกซโทรเวิท    (Extrovert)   จะไม่เก็บตัวหรือหมกมุ่นอยู่คนเดียว  แต่จะหาทางออกโดยการเข้าสังคม  นอกจากนี้จะเป็นบุคคลที่มีน้ำใจ   สนใจต่อผู้คนและสิ่งต่าง ๆ  ที่อยู่รอบตัว   สนใจต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในโลกภายนอกมากกว่าจะจดจ่อสนใจเฉพาะเรื่องของตนหรือภายในใจตนเองเท่านั้น  มีความสนใจในการเข้าสังคม  ชอบสังคมชอบพบปะผู้คนมากกว่าสิ่งของ  ชอบสมาคม  ชอบอาชีพที่มีการติดต่อกับผู้คน

 

อย่างไรก็ตาม  ลักษณะของอินโทรเวิท  และเอกซโทรเวิทนั้น  ไม่สามารถจะแยกกันได้อย่างเด็ดขาด  เพราะว่าคนส่วนมากจะมีลักษณะก้ำกึ่งระหว่างอินโทรเวิท  และเอกซโทรเวิท  โดยในบางครั้งเขาอาจจะมีลักษณะที่โน้มเอียงไปในทางอินโทรเวิท  บางครั้งมีแนวโน้มเอียงไปในทางเอกซโทรเวิทได้  แบบฉบับของบุคลิกภาพของจุงนั้น  สังคมยอมับแบบเอกซโทรเวิทมากกว่าแบบอินโทรเวิท  แบบอินโทรเวิทนั้น เป็นผู้ที่ไม่ก่อประโยชน์ให้แก่สังคมที่บุคคลนั้นอาศัยอยู่มากเท่าที่ควร   สังคมอาจจะเจริญก้าวหน้า  จำเป็นต้องอาศัยสมาชิกของสังคมที่สามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็น  กล้าพูด  กล้าทำ  กล้าแสดงออก  และสามารถก่อประโยชน์ให้สังคม

                        เอิร์นสท์   เครชเมอร์  (Ernst  Kretschmer)  แบ่งบุคลิกภาพตามลักษณะทางร่างกาย ซึ่งมีความสัมพันธ์กับลักษณะของจิตใจ ไว้  4  ประการ คือ

  1. พวกที่มีรูปร่างผอมสูง  ตัวยาว  ขายาว   ความสูงไม่สัมพันธ์กับน้ำหนัก  (Asthenia  Type)  บุคคลประเภทนี้มีจิตใจที่ไม่ใคร่ทุกข์ร้อน  ชอบคิด  ชอบฝัน  แต่หากบุคคล               ประเภทนี้มีจิตใจผิดปกติ  จะมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคจิตเภท
  2. พวกที่มีรูปร่างอ้วนเตี้ย  แคระ  มีลักษณะคล้ายมะขามข้อเดียว  (Pyknic  type)  บุคคลประเภทนี้  มักจะเจ้าอารมณ์  ดีใจง่าย  โกรธง่าย  ชอบสนุกสนาน  แต่หากบุคคลประเภทนี้              มีจิตใจผิดปกติ  จะมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคประสาทแบบคลั่ง – ซึมเศร้า
  3. พวกที่มีรูปร่างสูงใหญ่มากเกินไป  และร่างกายไม่สมประกอบ  (Dysphasic type)  บุคคลประเภทนี้มักจะมีเชาว์ปัญญาต่ำ และมักจะมีปมด้อยเกี่ยวกับรูปร่างของตน
  4. พวกที่มีรูปร่างสมส่วน  แข็งแรง  ล่ำสัน  (Athletic  type)  บุคคลประเภทนี้จะชอบผจญภัย ต่อสู้  กล้าได้กล้าเสีย  มักจะไม่มีแนวโน้มที่จะมีความผิดปกติทางจิตใจ

 

 

แบบของบุคลิกภาพที่ไม่พึงประสงค์

                        แฮรี่  สแต็ค  ซันลิแวน  (Harry  Stack  Sullivan)  ได้อธิบายบุคลิกภาพที่ไม่พึงประสงค์  โดยระบุสาเหตุของบุคลิกภาพที่เป็นปัญหาไว้  6  ประเภท  คือ

  1. ประเภทหมกมุ่นอยู่กับตัวเอง  บุคคลประเภทนี้มักจะท้อแท้  มีความเจ็บแค้นในใจ  ผิดหวังง่ายและคิดว่าตนถูกเข้าใจผิดเสมอ   เพราะว่าบุคคลประเภทนี้ผิดหวังในสัมพันธภาพระหว่างตนเองกับบุคคลอื่น
  2. ประเภทไม่สุงสิงกับใคร  บุคคลประเภทนี้มักมีความรู้สึกว่า  ทำบุญกับใครไม่ขึ้น  มักจะน้อยใจ  สาเหตุแห่งบุคลิกภาพนี้  อาจจะเป็นเพราะไม่ได้รับความรักเหมือนไม่มีใครรักในวัยเด็ก  ผลจึงสืบเนื่องมาจนถึงวัยอื่น ๆ  ต่อ ๆ มา
  3. ประเภทต้องพึ่งพาคนอื่น  บุคคลประเภทนี้มักจะไม่มีความคิดเป็นของตนเอง   คอยปฏิบัติตามคำแนะนำของคนอื่น  ต้องยึดหรือพึ่งพาคนอื่นเป็นหลัก  สาเหตุอาจเป็นผลต่อการเลี้ยงดูของบิดามารดาที่แสดงอำนาจเหนือเด็กตลอดเวลา  โดยเฉพาะในช่วงวัยเด็กและวัยเยาว์
  4. ประเภทไม่เป็นมิตรกับใคร   บุคคลประเภทนี้ไม่ประสงค์จะคบหาสมาคมกับใคร  อารมณ์มักจะขุ่นมัว  หงุดหงิด  สาเหตุเป็นเพราะบิดามารดาเคี่ยวเข็ญและเอาใจใส่ดูแลบุตรธิดา              เพื่อหวังจะให้ได้ดีมากเกินไป  อีกทั้งบิดามารดามักจะไม่พอใจ  และไม่สนใจเกี่ยวกับผลการกระทำ  หรือผลงานใด ๆ  ของบุตรธิดาของตน
  5. ประเภทของคัดค้าน  บุคคลประเภทนี้มักจะเถียง  ชอบคัดค้าน  สาเหตุเพราะชอบเรียกร้องความสนใจ  เมื่อตนอยู่ในวัยเด็ก  และเมื่อเจริญเติบโตขึ้น  ก็ยังคงใช้วิธีการเดิมและมักจะใช้วิธีคัดค้าน  เมื่อรู้สึกว่าความสุข  ความปลอดภัยของตนนั้นกำลังถูกคุกคาม
  6. ประเภทรักร่วมเพศ  บุคคลประเภทนี้มักจะมีการปรับตัวเกี่ยวกับการแก้ปัญหาเรื่องเพศอย่างผิด ๆ  เป็นผลมาจากการอบรมเลี้ยงดูที่บิดามารดาขาดสัมพันธภาพที่ดีกับบุตรธิดา             ไม่สามารถให้ความอบอุ่นทางใจ  ไม่สามารถสื่อความหมายเกี่ยวกับบทบาททางเพศของบุตรธิดาได้อย่างถูกต้องชัดเจน  อีกทั้งสัมพันธภาพระหว่างบุคคล  ในส่วนที่เกี่ยวกับการปฏิบัติตนให้เหมาะสมกับเพศนั้น ๆ เป็นไปอย่างไม่เหมาะสม

 

 

Comments are closed.