Breaking News

การบริการให้คำปรึกษาคือหน้าที่

การบริการให้คำปรึกษาคือหน้าที่

การบริการให้คำปรึกษาคือหน้าที่

การให้คำปรึกษา  หมายถึง  วิธีการในการช่วยเหลือโดยการรับฟังการสนับสนุนให้กำลังใจในการแก้ไขปัญหา  การให้ข้อมูลที่จำเป็นแก่ผู้มาขอรับคำปรึกษา  การเสนอแนะแหล่งข้อมูลการให้ความช่วยเหลืออื่น ๆ  ที่ผู้มาขอรับคำปรึกษาต้องการความช่วยเหลือ  รวมทั้งการส่งต่อผู้มาขอรับคำปรึกษาและความช่วยเหลือให้แก่ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

วัตถุประสงค์ของการให้คำปรึกษา

การให้คำปรึกษามีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเพื่อนผู้รับคำปรึกษาในเรื่องต่อไปนี้

1.  สำรวจตนเองและสิ่งแวดล้อม  เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และเข้าใจ

2.  ลดระดับความเครียดและความไม่สบายที่เกิดการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม

3.  พัฒนาทักษะทางด้านสังคม  ทักษะการตัดสินใจ  และทักษะการจัดการกับปัญหาให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

4.  เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปในทิศทางที่พึงประสงค์  เช่น  มีความรับผิดชอบในหน้าที่ต่าง ๆ  มากขึ้น  มีพฤติกรรมการเรียนที่ดี  และสร้างสัมพันธภาพกับผู้อื่นได้ดีขึ้น

 

ประเภทของการให้คำปรึกษา

การให้คำปรึกษาเพื่อน  สามารถแบ่งออกเป็น  2  ประเภท  คือ

1.  การให้คำปรึกษารายบุคคล  คือ  การให้ความช่วยเหลือแก่เพื่อนผู้รับคำปรึกษาที่มีพฤติกรรมเสี่ยง  ครั้งละ  1  คน

2.  การให้คำปรึกษากลุ่ม  คือ  การให้ความช่วยเหลือแก่เพื่อนผู้รับคำปรึกษาจำนวนตั้งแต่  2  คนขึ้นไป  ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงในเรื่องที่คล้ายคลึงกัน  หรือมีความต้องการที่จะพัฒนาตนเองในเรื่องเดียวกัน  โดยใช้ความสัมพันธ์และอิทธิพลของกลุ่มในการช่วยเหลือสมาชิกในด้านกำลังใจ  ความเห็นอกเห็นใจ  การให้ข้อมูลย้อนกลับและข้อเสนอแนะเพื่อให้สมาชิกเข้าใจตนเอง    เข้าใจปัญหาได้แนวทางการแก้ไขปัญหา  หรือพัฒนาตนเองจากการพูดคุยและพิจารณาร่วมกันในกลุ่ม  จำนวนสมาชิกในกลุ่มควรอยู่ระหว่าง  8-12  คน  ซึ่งจะทำให้การให้คำปรึกษามีประสิทธิภาพ  เพราะสมาชิกมีโอกาสร้างปฏิสัมพันธ์กันได้ทั่วถึง   และมีส่วนร่วมในการรับและให้ความช่วยเหลือในกลุ่มได้อย่างเต็มที่

 

ข้อควรระวังในการให้คำปรึกษา

ในการให้คำปรึกษาเพื่อนนักเรียนที่ปรึกษา  ควรปฏิบัติ ดังนี้

1.  ตรงต่อเวลานัดหมายทั้งเริ่มต้นและสิ้นสุดการให้คำปรึกษา   โดยทั่วไปแล้วการให้คำปรึกษาแต่ละครั้ง  ควรใช้เวลา  45-50  นาที  สำหรับการให้คำปรึกษารายบุคคล  และ  60 – 90  นาที  สำหรับการให้คำปรึกษากลุ่มและควรอยู่ในช่วงระยะเวลาไม่เกิน  3  เดือนต่อราย  หรือต่อกลุ่ม  รวมทั้งหลีกเลี่ยงการนัดหมายอื่น ๆ

2.  ให้ความสำคัญกับภาษาท่าทางของเพื่อนผู้รับคำปรึกษาให้มาก  หากพบว่าคำพูดกับท่าทางขัดแย้งกัน  ให้เชื่อภาษาท่าทางและสะท้อนกลับให้เพื่อนผู้รับคำปรึกษารับรู้  เพื่อให้           เพื่อนผู้รับคำปรึกษาเข้าใจตัวเองมากขึ้น

3.  หลีกเลี่ยงการถามข้อมูลที่ละเอียดอ่อนหรือเจาะจงเกินไป เพราะอาจทำให้เพื่อนผู้รับคำปรึกษาอึดอัดใจ  และไม่ให้ความร่วมมือในการปรึกษาได้

4.  หลีกเลี่ยงการแนะนำให้เพื่อนผู้รับคำปรึกษาปฏิบัติตามความเห็นของ YC เพราะเพื่อนผู้รับคำปรึกษาอาจเคยปฏิบัติในสิ่งที่ YC  แนะนำมาแล้ว  แต่ไม่ประสบความสำเร็จ  หรืออาจเป็นคำแนะนำที่เพื่อนผู้รับคำปรึกษาไม่ต้องการ  ซึ่งจะทำให้เพื่อนผู้รับคำปรึกษาหลีกเลี่ยงที่จะมารับคำปรึกษาต่อไป

5.  หลีกเลี่ยงการเกิดอารมณ์ร่วมและการเห็นชอบกับพฤติกรรมของเพื่อนผู้รับคำปรึกษาที่จะเป็นการเสริมแรงให้เพื่อนผู้รับคำปรึกษาคิดและทำพฤติกรรมเหมือนเดิม  ทำให้เพื่อนคำปรึกษาไม่มีโอกาสเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น

6.  ไม่ควรรีบด่วนที่จะสรุปและแก้ปัญหา  โดยที่เพื่อนผู้รับคำปรึกษาไม่มีโอกาสได้สำรวจปัญหาและสาเหตุมากพอ

7.  หลังจากการให้คำปรึกษาแต่ละครั้งแล้วเพื่อนนักเรียนที่ปรึกษาควรบันทึกผลการให้คำปรึกษาไว้เพื่อเป็นข้อมูลในการให้คำปรึกษาต่อไป

8.  ต้องรักษาความลับและประโยชน์ของเพื่อนผู้รับคำปรึกษา  โดยต้องระมัดระวังที่จะไม่นำเรื่องราวของเพื่อนผู้รับคำปรึกษาไปพูดในที่ต่าง ๆ แม้จะไม่เอ่ยชื่อก็ตาม  เพราะคนฟังอาจปะติดปะต่อเรื่องราวเอง  หรือสอบถามกันจนรู้ว่าเป็นเรื่องราวของเพื่อนผู้รับคำปรึกษาคนใด  ซึ่งจะส่งผลเสียหายต่อเพื่อนผู้รับคำปรึกษาดังกล่าว  และกระทบถึงความน่าเชื่อถือความไว้วางใจของระบบการให้คำปรึกษาได้

 

Comments are closed.