Breaking News

แบบวัด “คุณเป็นเพื่อนที่ปรึกษาได้หรือไม่”

แบบวัด  “คุณเป็นเพื่อนที่ปรึกษาได้หรือไม่”

ให้พิจารณาข้อความต่อไปนี้ว่า  สอดคล้องกับความคิดเห็นและความรู้สึกของท่านที่มีต่อตัวท่านเองและผู้อื่นเพียงใด  แล้วใส่เครื่องหมาย  √  ลงในประเด็นที่ตรงกับตัวนักเรียน

ข้อความ

ระดับความคิดเห็น

จริง

ค่อนข้างจริง

ค่อนข้าง

ไม่จริง

ไม่จริง

  1. คนทุกคนมีคุณค่า  มีศักดิ์ศรี  และอยากเป็นคนดี
  1. ใคร ๆ  ก็มีโอกาสผิดพลาดด้วยกันทั้งนั้น
  1. คนอ่อนแอเท่านั้นที่ขอความช่วยเหลือจาก คนอื่น
  1. นักเรียนชอบที่จะพบปะพูดกับคนอื่น             แม้จะเป็นคนที่ท่านไม่คุ้นเคย
  1. ใคร ๆ  มักชอบทีจะพูดคุยกับนักเรียน
  1. นักเรียนชอบที่จะพูดมากกว่าฟัง
  1. ใคร ๆ  มักชมนักเรียนว่านักเรียนเป็นคน            ที่จับความรู้สึกของคู่สนทนาได้ดี
  1. นักเรียนมักจะเก็บความรู้สึกไม่ค่อยได้
  1. ถ้านักเรียนต้องการจะช่วยใคร  นักเรียน            จะช่วยอย่างเต็มที่
  1. นักเรียนมักจะคิดหรือทำแทนคนอื่น  เพราะเกรงว่าผลงานจะออกมาไม่ดีเท่าที่ควร
  1. นักเรียนมักจะสั่งสอนและให้แนะนำ           แก่คนใกล้ชิดเสมอ
  1. นักเรียนมักขจะยอมรับความผิดพลาดของ คนอื่นได้ยาก
  1. เมื่อนักเรียนรับปากว่าจะเก็บเรื่องใด              เป็นความลับนักเรียนสามารถทำได้  100%

 

  1. ความคิดและการกระทำของนักเรียน            ไม่ค่อยเหมือนใคร
  1. รูปร่าง หน้าตา  การแต่งกาย  และท่าทาง        ของท่านไม่น่าจะมีส่วนต่อความสำเร็จ          หรือความล้มเหลวของ  YC

 

วิธีการคิดคะแนนแบบ  “คุณเป็นเพื่อนที่ปรึกษาได้หรือไม่”

ข้อความ

ระดับความคิดเห็น

จริง

ค่อนข้างจริง

ค่อนข้าง

ไม่จริง

ไม่จริง

1,  2,  4,  5,  7,  9,  13,  14

3

2

1

0

3,  6,  8,  10,  11,  12,  15

0

1

2

3

 

เกณฑ์การแปลผล

คะแนนระหว่าง  31–45    หมายถึง   นักเรียนเป็นผู้มีคุณลักษณะเหมาะสมในการเป็นเพื่อนที่ปรึกษาอย่างยิ่ง  ขอแสดงความยินดี

คะแนนระหว่าง  16–30    หมายถึง   นักเรียนเป็นผู้มีคุณลักษณะที่ดีหลายประการ  เหมาะสม  ที่ควรพัฒนา  พยายามอีกหน่อย

คะแนนระหว่าง  0–15     หมายถึง   ท่านควรพัฒนาคุณลักษณะส่วนตัวบางประการ  เพื่อให้มีคุณลักษณะของ  YC  ออกแรงพยายามมากหน่อย  ขอเป็นกำลังใจ

 

คุณลักษณะของการเป็นเพื่อนที่ปรึกษาที่ดี

                        เพื่อนที่ปรึกษาเป็นผู้ที่จะทำหน้าที่ให้คำปรึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพควรมีลักษระส่วนตัว  ดังต่อไปนี้

  1. รู้จักและยอมรับตนเอง
  2. อดทน  ใจเย็น
  3. จริงใจ  และตั้งใจช่วยเหลือผุ้อื่น
  4. มีท่าทีที่เป็นมิตร   และมองโลกในแง่ดี
  5. ไวต่อความรู้สึกของผู้อื่น  และช่างสังเกต
  6. ใช้คำพูดได้เหมาะสม
  7. เป็นผู้รับฟังที่ดี
  8. นอกจากนี้ยังควรมีคุณลักษณะที่สำคัญ  คือ  มีบุคลิกภาพที่ดี  และการรักษาความลับ

 

การให้คำปรึกษาเบื้องต้นสำหรับนักเรียนเพื่อนที่ปรึกษา

1.  ความหมายของการให้คำปรึกษาเพื่อน

การให้คำปรึกษาสำหรับเพื่อนที่เป็นวิธีการหนึ่งในการช่วยเหลือเพื่อนด้วยกันเอง  โดยการรับฟัง  สนับสนุนการให้กำลังใจในการแก้ปัญหา   ให้ข้อมูลที่จำเป็นแก่เพื่อน   เสนอแนะแหล่งช่วยเหลืออื่น ๆ  ที่เพื่อนต้องการความช่วยเหลือ   รวมทั้งการส่งต่อเพื่อนไปขอรับความช่วยเหลือจากอาจารย์หรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

 

2.  วัตถุประสงค์ของการให้คำปรึกษา

การให้คำปรึกษามีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเพื่อนผู้รับคำปรึกษาในเรื่องต่อไปนี้

  1. สำรวจตนเอง  และสิ่งแวดล้อม  เพื่อให้เกิดการเรียนรู้  และเข้าใจ
  2. ลดระดับความเครียด   และความไม่สบายใจที่เกิดการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม
  3. พัฒนาทักษะทางด้านสังคม   ทักษะการตัดสินใจ   และทักษะการจัดการกับปัญหาให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
  4. เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปในทิศทางที่พึงประสงค์  เช่น  มีความรับผิดชอบในหน้าที่ต่าง ๆ  มากขึ้น   มีพฤติกรรมการเรียนที่ดี   และสร้างสัมพันธภาพกับผู้อื่นได้ดีขึ้น

 

3.  ประเภทของการให้คำปรึกษา

การให้คำปรึกษาสามารถแบ่งเป็น  2  ประเภท  คือ

  1. การให้คำปรึกษารายบุคคล
  2. การให้คำปรึกษากลุ่ม  คือ  การให้การช่วยเหลือแก่เพื่อนผู้รับคำปรึกษา จำนวนตั้งแต่  2 คนขึ้นไป   ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงในเรื่องที่คล้ายคลึงกัน  หรือมีความต้องการที่จะพัฒนาตนในเรื่องเดียวกัน  โดยใช้ความสัมพันธ์และอิทธิพลของกลุ่มในการช่วยเหลือสมาชิกในด้านกำลังใจ  ความเห็นอกเห็นใจการให้ข้อมูลย้อนกลับ  และข้อเสนอแนะ  เพื่อให้สมาชิกเข้าใจตนเอง   เข้าใจปัญหา  ได้แนวทางแก้ไขปัญหาหรือพัฒนาตนจากการพูดคุยและพิจารณาร่วมกันในกลุ่ม   จำนวนสมาชิกในกลุ่มควรอยู่ระหว่าง  8-12  คน  ซึ่งจะทำให้การให้คำปรึกษามีประสิทธิภาพ   เพราะสมาชิกมีโอกาสสร้างปฏิสัมพันธ์กันได้ทั่วถึง   และมีส่วนร่วมในการรับและให้ความช่วยเหลือในกลุ่มได้อย่างเต็มที่

 

4.  ขั้นตอนการให้คำปรึกษา

                        1.  ขั้นสร้างสัมพันธภาพ

การเริ่มต้นพบกันครั้งแรกของเพื่อนที่ปรึกษา   และเพื่อนผู้รับคำปรึกษาเป็นสิ่งที่สำคัญมาก  เพราะการเริ่มต้นพบกันที่เป็นไปด้วยความอบอุ่นเป็นกันเองจะช่วยให้เพื่อนเกิดความรู้สึกประทับใจและไว้วางใจ   พร้อมที่จะเปิดเผยเรื่องราวของตนเองและร่วมมือในการปรึกษา   ทำให้การให้คำปรึกษาบรรลุตามวัตถุประสงค์ได้ง่ายขึ้น  เพื่อลดความประหม่า  และวิตกกังวลของเพื่อนผู้รับคำปรึกษา  สร้างความรู้สึกคุ้นเคย  และเป็นกันเองระหว่างเพื่อนที่ปรึกษาและเพื่อนผู้รับคำปรึกษา  สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการให้คำปรึกษา  ให้เพื่อนผู้รับคำปรึกษาเกิดความมั่นใจต่อการให้คำปรึกษา   และไว้วางใจ  ดังนั้นเพื่อนที่ปรึกษาควรยิ้มแย้มแจ่มใส    การลุกขึ้นต้อนรับ  หรือเดินไปรับ  เชื้อเชิญให้นั่งพูดคุยเรื่องทั่วไป  เช่น  สภาพดินฟ้าอากาศ  กิจกรรมที่กำลังเป็นที่นิยม   การเรียนการสอนให้เพื่อนผู้รับคำปรึกษาเล่าสาเหตุที่มาขอรับคำปรึกษาเน้นเรื่องการรักษาความลับ  และฟัง  ใส่ใจเพื่อนผู้รับคำปรึกษา

                       2.  ขั้นสำรวจและทำความเข้าใจปัญหา

                                    สำรวจทำความเข้าใจปัญหา  ผลกระทบที่เกิดขึ้น   ความต้องการและกำหนด  เป้าหมายที่เป็นจริง  เป็นขั้นตอนที่สำคัญ  และอาจต้องใช้เวลาค่อนข้างมาก   เนื่องจากเพื่อนผู้รับคำปรึกษาส่วนใหญ่จะมีความสับสนทางอารมณ์หรือมีการรับรู้ที่บิดเบือนจากความเป็นจริง   เช่น อคติเข้าข้างตนเอง   หรือใช้กลไกป้องกันตนเองสูง  ในบางกรณีจึงอาจต้องใช้เวลาเพื่อดำเนินการ   ในขั้นนี้มากกว่า  1  ครั้ง  โดยการกระตุ้นให้เพื่อนผู้รับคำปรึกษาได้เล่าระบายความรู้สึกและเรื่องราวของตนเอง   ผลกระทบที่ได้รับในปัจจุบัน   และในอนาคต   จากปัญหาที่เกิดขึ้น  ให้เพื่อนผู้รับคำปรึกษากำหนดเป้าหมายที่เป็นไปได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว   เงียบ  ฟัง  สังเกตและใส่ใจ   ทวนซ้ำสะท้อนกลับ  สรุป  ให้กำลังใจ   แสดงความเห็นอกเห็นใจ

                       3.  ขั้นหาแนวทางแก้ไขปัญหา

แนวทางแก้ไขปัญหาที่กำหนดโดยเพื่อนผู้ให้คำปรึกษาจะช่วยให้เพื่อนผู้รับคำปรึกษาเกิดความรู้สึกภาคภูมิใจในตนเอง  ดังนั้นเพื่อนที่ปรึกษา   ควรสนับสนุนให้เพื่อนผู้รับคำปรึกษาคิดเองให้มากที่สุดและให้สามารถตัดสินใจเลือกวิธีที่เหมาะสมที่สุด  โดยให้เพื่อนผู้รับคำปรึกษามีแนวทางแก้ไขปัญหาที่เหมาะสม  ทำได้จริง  กระตุ้นให้เพื่อนผู้รับคำปรึกษาคิดวิธีแก้ไขปัญหาหลาย ๆ  วิธีหาข้อดี   ข้อเสีย  ของแนวทางแก้ไขปัญหาแต่ละวิธี    ตัดสินใจ   เลือกแนวทางที่เหมาะสมและเสนอแนะเพิ่มเติมหากข้อมูลไม่สมบูรณ์

                       4.  ขั้นวางแผนเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ

แผนการปฏิบัติตามแนวทางแก้ไขปัญหาที่เพื่อนผู้รับคำปรึกษาตัดสินใจเลือกไว้ในขั้นที่ 3  เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้การให้คำปรึกษามีคุณค่า   และจะเป็นประโยชน์มากขึ้นถ้ามีการทำข้อตกลงกับเพื่อนที่ปรึกษาว่า  จะปฏิบัติตามแผน  เพราะจะช่วยให้เพื่อนผู้รับคำปรึกษาจะเกิดความตั้งใจและพร้อมที่จะลงมือปฏิบัติตาม  ดังนั้นโอกาสที่เพื่อนผู้รับคำปรึกษาจะจัดการกับปัญหาได้สำเร็จก็จะเป็นจริงได้มากขึ้นมีแนวทางดังนี้

  1. กระตุ้นเพื่อนผู้รับคำปรึกษากำหนดขั้นตอนและรายละเอียดของการปฏิบัติในการแก้ไขปัญหา
  2. ให้กำลังใจให้ข้อมูลย้อนกลับ
  3. ชักชวนให้ทำข้อผูกมัดเป็นลายลักษณ์อักษรว่าจะปฏิบัติตามแผน

                       5.   ขั้นยุติการให้คำปรึกษา

เมื่อการให้คำปรึกษาดำเนินไปจนหมดเวลาที่กำหนดไว้ในแต่ละครั้ง   ในแต่ละราย   หรือเพื่อนผุ้รับคำปรึกษามีท่าทีต่อต้าน  หรือไม่ร่วมมือในการปรึกษา  ก็ให้ยุติการให้คำปรึกษา  โดยให้ดำเนินการด้วยความอบอุ่นเป็นมิตร   และแสดงความพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือต่อไป  เพื่อยุติการให้คำปรึกษาในแต่ละครั้ง  หรือแต่ละราย  และให้กำลังใจ   และแสดงความมั่นใจแก่เพื่อนผู้รับคำปรึกษาจะจัดการกับปัญหาได้

หากเป็นการยุติการให้คำปรึกษา  เนื่องจากเพื่อนผู้รับคำปรึกษาสามารถจัดการกับปัญหาของตัวเองได้แล้ว   ให้ชี้แจงข้อดีของการพึ่งพาตนเองและให้กำลังใจ   หลังจากที่มีการติดตามผลการปฏิบัติ  1-2  ครั้ง   และได้ผลเป็นที่น่าพอใจ

 

5.  ทักษะการให้คำปรึกษา

  1. ทักษะการใส่ใจ   การใส่ใจเป็นพฤติกรรมที่แสดงออกด้วยภาษาพูดหรือภาษาท่าทาง  ซึ่งบอกถึงความกระตือรือร้นที่จะช่วยเหลือเพื่อนผู้ขอรับคำปรึกษา   โดยการแสดงความสนใจ  การเห็นความสำคัญ   และการให้เกียรติ   เพื่อช่วยให้เพื่อนผู้ขอรับคำปรึกษาเกิดความอุ่นใจและไม่รุ้สึกห่างเหิน ดังนี้
    1.  การใส่ใจโดยการแสดงออกด้วยภาษาพูด  เป็นการพูดต่อเนื่องในเรื่องเดียวกันกับที่เพื่อนผู้ขอรับคำปรึกษาได้พูดให้ฟังในขณะนั้น   แสดงการรับรู้และเข้าใจในทัศนะและแนวคิดของเพื่อนผู้ขอรับคำปรึกษา
    2.  การใส่ใจโดยการแสดงออกด้วยภาษาท่าทาง   เป็นการแสดงพฤติกรรมต่าง ๆ   ที่ไม่ใช่คำพูด  แต่มีความหมายซึ่งสื่อถึงความเข้าใจและการยอมรับความคิดและความรู้สึกของเพื่อนที่ปรึกษาที่มีต่อเพื่อนผู้ขอรับคำปรึกษา   ความหมายของภาษาท่าทางนี้มีน้ำหนักมากกว่าภาษาพูด  ภาษาท่าทาง

 

6.  ทักษะการฟัง

การฟังเป็นกิจกรรมพื้นฐานสำคัญในการรับรู้ข้อมูลของเพื่อนผู้รับคำปรึกษา   ที่จะทำให้กระบวนการให้คำปรึกษา  บรรลุผลสำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพ  เพราะเป็นการแสดงความเข้าอกเข้าใจเป็นการกระตุ้นผู้รับการปรึกษา  ได้เล่า   ระบายเรื่องราวที่เกิดขึ้น  ทำให้เพื่อนที่มาขอรับคำปรึกษาสามารถค้นพบปัญหาของตนเอง  ดังนั้นเพื่อนที่ปรึกษา

  • - ควรตั้งใจฟังอย่างมีสมาธิ
  • - จดจ่อระหว่างการฟังและมองหน้าเพื่อนผู้มารับคำปรึกษา
  • - พยายามติดตามเรื่องราวอย่างต่อเนื่อง
  • - ทำความเข้าใจตาม  ในขณะที่ฟัง  ถ้าไม่เข้าใจ
  • - ควรซักถามให้ชัดเจน  หรือถาม   เพื่อทบทวนความเข้าใจ
  • - การซักถาม   ควรถามเมื่อเพื่อนผู้มารับคำปรึกษาพูดจบประเด็นเสียก่อน  หรือถามในช่วงสุดท้าย
  • - ไม่แทรกแซงหรือก่อความรำคาญให้เพื่อนผู้มารับคำปรึกษา   เช่น  รับหรือพูดโทรศัพท์   พูดคุยกับผู้อื่น
  • - การตีความหมาย   ไม่ควรนำความคิดหรือประสบการณ์เดิมของตนเอง  ไปตีความหมายหรือตัดสินข้อมูลของเพื่อนผู้มารับคำปรึกษา
  • - จับประเด็นหรือจับใจความสำคัญ  และใช้ทักษะอื่น ๆ  ร่วมด้วย  เช่น การสะท้อน   การทวนความ  การสรุปประเด็น  เป็นต้น

นอกจากนี้ทักษะที่จำเป็นในการให้คำปรึกษาเพื่อนยังมีอีกหลายทักษะ  เช่น  ทักษะการถาม  ทักษะการสะท้อนกลับ   ทักษะการซ้ำความ   การให้กำลังใจ   การสรุปความ  การให้ข้อมูลและคำแนะนำและการชี้ผลที่ตามมา  ซึ่งทักษะต่าง ๆ  นี้  สามารถฝีกฝนจนเกิดความชำนาญได้    จะทำให้การให้คำปรึกษาเพื่อนมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

 

Comments are closed.